ประสบ วันละ การณ์ #1

posted on 16 Dec 2010 23:32 by snicklez
 
 
 

"ทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง

และมีสิทธิ์ในการเลือกเอาเหตุผลนั้นๆมาใช้ในเวลาที่เขาต้องการ

 มีเพียงคำถามว่าจะ ใช้ หรือ ไม่ใช้ และ ควร หรือ ไม่ควร

 แล้วแต่ว่าเขานั้นจะเลือกถามตัวเองด้วยคำถามไหน"

..................................................

 

 

และนี่คือ ประสบ วันละ การณ์ เรื่องแรก ของฉัน

 

 

ฝนตก  รถยนต์ต่างจอดนิ่งสนิทอยู่บนถนนราวกับว่าถนนเส้นนี้เป็นที่จอดรถ

ปัญหาโลกแตก ก็คือ ทุกครั้งที่ฝนตกตอนเย็น รถจะติดเป็นพิเศษ แต่ความจริงรถก็ติดทุกวันอยู่แล้ว

ผู้คนมากมายกำลังตัดสินใจเลือกยานพาหนะตามความสะดวกของตนเอง

รถส่วนตัว....

รถเมล์….

รถตู้....

รถไฟฟ้า…

วินมอ'ไซต์

และ

Taxi

 

สำหรับสภาพอากาศ และความเป็นไปบนท้องถนนเช่นนี้

Taxi เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของหลายๆคน รวมทั้งฉันด้วย

ไม่ต้องเปียกฝน,ไม่ต้องทนร้อนอบอ้าว ยืนเบียดเป็นปลากระป๋อง,ใช้เส้นทางลัดได้,

แต่สิ่งเดียวสิ่งที่ผุู้โดยสารอย่างฉันต้องมี

คือ ความอดทน อ่อ และก็เงินที่มั่นใจว่าพอด้วยนะคะ

 

เมื่อฉันตัดสินใจเลือกยานพาหนะได้....ฉันก็พร้อมที่จะเดินทางโดยหนีจากอุปสรรคทางสภาพอากาศ

 

แต่การพบทุกอุปสรรคก็ย่อมมีอีกอุปสรรค

 

Taxi ไม่ได้หาง่ายอย่างที่ฉันคิด..................

 

ฉันยืนริมถนน ตากฝนโปรยปราย หวังเพียงเพื่อจะได้เห็นไฟสีแดงตรงหน้าที่นั่งผู้โดยสาร

 

อันเป็นสัญลักษณ์ว่า "คันนี้โบกได้"

 

 

ผ่านไปคันแล้วคันเล่า.......สีแดงบ้าง....เหลืองบ้าง....ชมพูบ้าง......ม่วงบ้าง......ส้มบ้าง......

และอีกหลายๆบ้าง

 

ไม่มีคันไหนเปิดไฟแดงพร้อมต้อนรับผู้โดยสารอย่างฉัน

 

ฉันได้แต่ยืนทอดถอนใจ..............ในช่วงที่กำลังจะถอนใจครั้งที่ 3 นั่นเอง Taxi คันหนึ่งก็ขับเลี้ยวขวา

มาจากทางสี่แยกไฟแดง

 

ฉันตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ แต่ก็แค่ภายใน  แล้วเอื้อมมือไปกล่าวทักทายไฟสีแดงนั้น 

แน่นอนค่ะ......Taxi คันนั้นจอด

 

"ไปนนท์ค่ะ"

"ครับ" ฉันขึ้นไปนั่ง โดยที่รถยังไม่เคลื่อนไปไหน

"ไปถึงไหนครับ"

"ฉันบอกชื่อกระทรวงหนึ่ง ย่านนนทบุรีไป" ขณะเอ่ยวาจารถก็เคลื่อนมาได้ 5 ก้าวเดิน

เขาจอดให้ฉันลง พร้อมเอ่ยถ้อยคำที่แสนเจ็บแสบว่า ไม่ไปครับ!!!

 

แล้วผู้โดยสารที่ไม่มีอภิสิทธิ์อย่างฉันจะทำอะไรได้ นอกจากยินยอมลงมาจากรถแต่โดยดี

 

"นาทีนั้น..........ฉันโกรธ"  เหมือนกับที่ผู้บริโภคทั่วไปในปัจจุบันโกรธผู้ให้บริการ

 แต่ไม่เป็นไร ฉันจะรอต่อไป   มาแล้ว ๆ 

 

 

"ไปนนท์ค่ะ".................."ไม่ไปครับ"..................... ::  คันที่ 2 เปลี่ยนจากความโกรธ..........เป็นความงุนงง

"ไปนนท์ค่ะ".................."ไม่ไปครับ"..................... ::  คันที่ 3 เปลี่ยนจากความงุนงง..........เป็นความชาชิน

"ไปนนท์ค่ะ".................."ไม่ไปครับ"..................... ::  คันที่ 4 เปลี่ยนจากความชาชิน..........เป็นความเกรงใจ

 

 

ตอนนี้ ฉันเกรงใจ  Taxi ...……..หลังจากเรียกไป 4 คัน 

 

 

คันที่ 5 มาแล้ว................อาจจะเป็นเพราะเวลาล่วงเลยไปนานหรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้สภาพท้องถนน ณ คันที่ 5

กลับมาค่อนข้างเกือบปกติ......คันที่ 5 จึงยอมมาส่งฉันแต่โดยดี

 

"ไปครับๆ ขึ้นมาเลย"..ฉันขึ้นไปนั่ง..."ไปถึงไหน ครับเนี่ย".......ฉันตอบไปพร้อมรอยยิ้ม

"อ่า……….ไม่แน่ใจว่าก๊าซจะเหลือพอรึเปล่า...แต่เอาเถอะครับแถวนั้นมีปั๊มอยู่"

เฮ้อ………ฉันโล่งอก!!!!

 

 

ตลอดการเดินทาง  ฉันนั่งพูดคุยถึงเรื่อง ลม ฟ้า อากาศ บ้านเมือง กับคนขับ (หลายๆครั้งที่ฉันชอบฟังความคิดเห็นของคนแปลกหน้าต่อเรื่องราวต่าง ๆ เพราะมันง่ายที่จะไม่ตัดสินเค้า...เราแค่ทำหน้าที่ฟัง....และแย๊บๆ คำถามที่อยากรู้ )

 

แล้วเขาก็ขับรถมาส่งฉันที่บ้านอย่างปลอดภัย...อ่อ...แล้วก็ไม่ได้แวะปั๊มด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่า "ไม่เป็นไร

ครับ สลับใช้น้ำมันก็ได้ เดี๋ยวผมไปส่งก่อน" 

 

เมื่อรถจอดฉันจ่ายเงินเขาไป "105 บาท

 

 

ค่ะ…ราคาเท่านี้ แสดงว่าระยะทางมันไม่ได้ไกลเลย.....แต่ทำไมไม่มีใครรับฉันมา

 

 

 

ประสบการณ์วันนี้มันอาจผ่านเลยไป.....และฉันคงลืมมันไปเมื่อกลับถึงห้อง ถ้าหาก คนขับแท๊กซี่คันนั้น

ไม่พยายามย้ำถามฉันอยู่เสมอขณะที่รถแล่นเรื่อยๆด้วยคำถามเดิมว่า 

 

"น้อยใจมั้ยครับ ที่เขาไม่รับคุณมาส่ง"

 


 

ถามครั้งแรกฉันตอบไปเรื่อยเปื่อย.....สักพัก เขาถามอีกรอบ..........เขาทำให้ฉันได้คิด ทบทวนตัวเอง

 

เมื่อถึงห้องฉันนั่งไตร่ตรองกับคำถามที่ว่า  "น้อยใจมั้ยครับ ที่เขาไม่รับคุณมาส่ง"

 

......................>> ตอนนี้ฉันได้คำตอบแล้ว..........."ไม่น้อยใจเลยค่ะ"


 

การพลาดจากคันแรก แน่นอน ทำให้ฉันโกรธ

การพลาดจากคันที่สอง ทำให้ฉันงง

การพลาดจากคันที่สาม ทำให้ฉันชิน

การพลาดจากคันที่สี่ ทำให้ฉันเกรงใจ

การไม่พลาดจากคันที่ห้า ทำให้ฉันยอมรับ เรียนรู้  และเข้าใจ

 

"ทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง

และมีสิทธิ์ในการเลือกเอาเหตุผลนั้นๆมาใช้ในเวลาที่เขาต้องการ

มีเพียงคำถามว่าจะ ใช้ หรือ ไม่ใช้ และ ควร หรือ ไม่ควร

แล้วแต่ว่าเขานั้นจะเลือกถามตัวเองด้วยคำถามไหน"

 


Taxi  ประกอบอาชีพนี้ เพื่อหารายได้ หากเค้ามีเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ที่เลือกไม่รับผู้โดยสาร เขาย่อมสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้

       แต่เขาก็เลือกไม่รับ............สิ่งที่เราทำได้และควรทำเพื่อผลดีกับตัวเอง ไม่ใช่การก่นด่า ไม่ใช่การเคียดแค้น  

       แต่คือ "การยอมรับ"


เมื่อฉัน "ยอมรับ" จิตใจฉันก็ไม่ขุ่นมัว 

 

และฉันก็สามารถมาถึงบ้านได้โดยไม่ต้องรบกวน Taxi 4 คันนั้น

 

การคิดเช่นนี้.......อาจไม่ดีในสายตาคุณ หรือ ใคร

หรืออาจจะดีก็ได้

 

ฉันจะฟัง.................แล้วตีความ.................แต่ไม่ตัดสิน

หรือประเมินคุณค่าความคิดใคร

 

ฉันเพียงได้บันทึกไว้.....เป็น

"ประสบ วันละ การณ์" 

 

 

 

 

 

16 ธันวาคม 2553

==============================================================


www.twitter.com/SnickleZzz


edit @ 16 Dec 2010 23:58:17 by hi n!

ประสบ วันละ การณ์ #intro

posted on 15 Dec 2010 22:24 by snicklez
 
เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แน่นอนครับ ว่าทุกๆคนต้องพบเจอกับอะไรมากมาย    แต่จะมีซักกี่คนที่หยุดคิดถึงชีวิตที่ผ่านไปใน  1 วัน  ประสบการณ์เป็นคำที่คุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนโลกนี้มานาน  ยิ่งนานก็ยิ่งสั่งสมประสบการณ์มามาก  การเขียน Blog ตั้งแต่นี้ไปของผมอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกันมากหน่อย โดยจะเขียนภายใน ชื่อที่ว่า "ประสบ วันละ การณ์" ความหมายตรงตัวครับ นั่นคือ เหตุการณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ผมได้พบใน     1 วัน
ไม่ได้หมายความว่าหนึ่งวันของผมไม่มีเรื่องราวอะไรให้จำนะครับ แต่ผมจะเลือกเพียงเรื่องเดียว หรือประสบการณ์ที่เด่นที่สุดในวันนั้นมาเขียน แทนที่จะเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย  แต่จะว่าไป....ผมก็ไ่แน่ใจในตัวเองซักเท่าไหร่ ว่าจะสามารถมาเขียนได้ ทุก วันละ การณ์ รึเปล่า?  ฮ่าๆๆ.....เอาเป็นว่า จะพยายามให้ดีที่สุดละกันนะครับ


edit @ 16 Dec 2010 00:28:29 by hi n!

ดินสอ กับ ปากกา

posted on 14 Dec 2010 23:24 by snicklez
คุณเคยต้องเลือกระหว่างดินสอ กับปากกามั้ย ?
 
แน่นอนว่าหากถึงเวลาที่เราจะต้องเขียนอะไรซักอย่าง อุปกรณ์ที่จะใช้เขียนมีอยู่ 2 สิ่ง คือ "ดินสอ" และ "ปากกา"
 
ทั้งคู่ใช้เขียนได้เหมือนกัน....แล้วทำไมเราต้องเลือก?
 
เด็กนักเรียนทุกคนล้วนเริ่มการเขียนจากดินสอ วาดรูปจากดินสอ ระบายสีจากดินสอสี ฝึกขีด ฝึกเขียนจากดินสอทุกครั้งไป นอกซะจากเด็กๆนึกสนุก อยากจะขโมยปากกาผู้ใหญ่มาขีดๆเขียนๆบ้างบางอารมณ์ สีสวยแต่จับยาก ขีดยากที่แย่ไปกว่านั้น คือเขาไม่อาจลบมันออกไปได้ สุดท้ายเด็กๆก็กลับมาใช้ดินสอวาดรูปเล่นกันตามเดิม
ดินสอสำหรับฉันมันจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นของวัยเด็ก วัยสนุก วัยสร้างสรรค์
 
โดยประสบการณ์ส่วนตัว โรงเรียนของฉันอนุญาตให้นักเรียนใช้ปากกาในการทำการบ้านส่งได้ตั้งแต่ ป.5 แต่จะฝึกใช้บ้างเล็กๆน้อย ๆ ในตอน ป.4  ในตอนนั้นแค่เรื่องปากกากับดินสอมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของฉันเลยทีเดียว  เหมือนเครื่องเขียนเหล่านั้นกระซิบเบาๆว่า  "เจ้าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะขีดๆเขียนๆอะไรตามใจชอบไม่ได้แล้วนะ!!  จะไม่มีอะไรมาแก้ไขความผิดของเจ้า แก้ได้เพียงการปิดบังด้วยปากกาลบคำผิด  หรือยางลบปากกาที่มันจะทำลายทุกอย่างแม้กระทั่งความอ่อนโยนของกระดาษ"  เครื่องเขียนเหล่านั้นกระซิบเบาเกินไป...ฉันไม่ได้ยินในวันนั้น  ดังนั้น การใช้ปากกาของฉันตอน ป.5 จึงเป็นเพียงแค่ความรู้สึกโก้หรู  ดูอวดอ้าง วางก้ามเบ่งใส่รุ่นน้องได้ว่า สมุดการบ้านของฉันเป็นสีน้ำเงิน แดง ดำ หลากหลายสี  ไม่ใช่เป็นสีเดียวไม่สวยงามเหมือนเด็ก ๆ........ฉันโตแล้ว
 
หลังจากพรากพ้นจากความภูมิใจจอมปลอมนั้น ฉันก็ใช้ปากกาจนเคยชินราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย "กล่องดินสอ"...หายไปจากชีวิตกลายเป็น "กระเป๋าปากกา" ขึ้นมาทดแทน แต่ก็แน่นอนฉันก็เป็นเหมือนวัยรุ่นผู้หญิงทั่วไปที่กระเป๋าปากกานั้นจะต้องมีปากกาอื่น ๆ มากมายหลายชนิด ปากกาเคมี ปากกาเจล ปากกาหลากสี และ.....ดินสอ นอนนิ่งอยู่ก้นกระเป๋า รอการหยิบมาใช้ในบางเวลาที่ต้องการซึ่งน้อยครั้งมากที่มันจะถูกหยิบมาใช้
 
ช่วงชีวิตในวัยมัธยมของฉันก็เป็นเหมือนปากกา ได้แต่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ คิดเองได้ ทำเองได้ ไม่เคยหวนคิดเลยว่าตัวเองก็เป็นเพียงแค่เด็กวัย Teenage เท่านั้น และการนึกอยากจะใช้ดินสอขึ้นมาบ้างก็เหมือนกับการที่นึกอยากจะเอาแต่ใจตัวเองแบบเด็ก ๆ ขึ้นมาบ้าง.......ช่วงชีวิตแห่งการค้นหาและทดลอง
 
ทั้งหมดมันก็เป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบ "ดินสอ" เป็น วัยเด็ก และ ปากกา "เป็นผู้ใหญ่" ของฉันเท่านั้นเอง
 
คุณเคยต้องเลือกระหว่างดินสอ กับปากกามั้ย ?
 
คือคำถามที่ฉันถามทุกคน ณ บรรทัดแรก
 
วันนั้น ดินสอ ของฉันเป็นแค่ เด็ก ส่วนปากกา ก็เป็นแค่ผู้ใหญ่..........แต่วันนี้ฉันเจอโจทย์ที่ทำให้นึกถึงเรื่อง
"ดินสอ" และ "ปากกา" อีกครั้ง
 
วันที่ฉันต้องเลือกทางเดินเส้นใหม่ หลังจากเดินมาในทางที่ถูกต้องตามครรลอง เรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงาน ทำงาน ทำงาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ผ่านมาหลายทางเลือก ครั้งนี้ก็เป็นอีกทางแยกหนึ่งของชีวิต
 
เลือกดินสอดีมั้ย......? :: ดินสอวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงวัยเด็ก แต่คือความรัก ความสนุก ความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม ความอดทน การที่ต้องพยายามให้ตัวเองหลักแหลมอยู่เสมอ แต่แลกกับการที่ชีวิตอาจไม่ได้มีสีสันสวยงามในความคิดของคนอื่น ชีวิตอาจเป็นโมโนโทน ฮ่าๆ
 
เลือกปากกาดีมั้ย.......? :: ปากกาที่ไม่ได้หมายถึงผู้ใหญ่  แต่หมายถึงชีวิตที่มั่นคง  แน่นอน  สวยหรู ดูดี  ในสายตาของคนทั่วๆไป  แต่แลกกับการที่ผิดเพี้ยนไม่ได้ ต้องดำเนินชีวิตไปตามที่ควรเป็น หากลากปากกาผิดทาง....ลบไม่ได้ และเห็นชัดเจน ....ปากกาไม่แหลมขึ้น ไม่ทู่ลง มีแต่หมึกหมด รอให้เจ้าของมาเติมหมึก
 
 

        ปากกาปากกาปากกาากกาปากกาปากกาปาปากกาปากกาปากกาปากกาปากกา
<==กปากกาปากกาปากกาปปากกาปากกาปากกกาปากกาปากกกกาปากกาปากกาปากกา
          ปากกาปากกาปากกาปากกาปากกาปากกกาปากกาปากกาปากกาปากกาปากกา
                                                                                             ปากกาปากาปาก
 
 
     ดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดิน
<ดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินส
     ดินสอดินสอดินสอดินสอดินดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดินสอดิน
 
 
 
ฉันเชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยพบกับทางแยกเส้นนี้ มีปัจจัยมากมายในการนำมาประกอบการตัดสินใจ
 
แต่วันนี้ฉันคิดไม่เหมือนสมัยวัยรุ่นที่เอาแต่คิดว่าตัวเองโตพอแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันกลับคิดว่าฉันต้องเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ฉันจะโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเป็นเด็กอยู่มาก ยังรักสนุก ยังรักอิสระ ยังรักการเรียนรู้ ยังรักการวิ่งเล่นกลางแดด ยังรักการเล่นจนลืมกินข้าว ยังรักการ์ตูน ยังรักความฝัน ยังเฝ้าจินตนาการ แต่นี่คือสไตล์ นี่คือรูปแบบของฉัน นี่คือการเป็นผู้ใหญ่แบบฉัน.......
 
 
"ฉันเลือกดินสอ"
 
แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องเจอจะทำให้ดินสอหักกี่ครั้ง...แต่ดินสอที่หักก็นำมาเหลาอีกครั้งได้
และบางที.........ฉันอาจนึกสนุก  เอาดินสอไปจุ่มขวดหมึกมาขีดเส้นที่มั่นคงในบางครา
 
แล้วฉันก็จะดำเนินชีวิตอย่างสนุกสนานบนเส้นทางนี้ต่อไป..........จนกว่าทางแยก กับ ฉัน จะมาพบกันอีกครั้ง
 
วันนั้นฉันอาจต้องเลือก.........ระหว่าง "เชือก" กับ "ไม้บรรทัด" ก็เป็นได้

edit @ 15 Dec 2010 00:35:31 by hi n!