ทำไมฉันถึงชอบมองเขาจากด้านหลัง....
 
 
เมื่่อเขาก้าวเดิน ฉันจะเดิน 
เมื่อเขาหยุด ฉันจะหยุด
ฉันมองเขาจากด้านหลัง
 
ไม่เห็นความงดงาม
จากรอยยิ้ม
จากแววตา
มองเขาเพียงแต่ด้านหลัง
 
ทางเดินทีมีร่องรอย
ร่องรอยประสบการณ์
ฉันไม่ทาบเท้าร่องรอยนั้น
 
อาจเป็นคนละเส้นทาง
คนละร่องรอยเลือกเดิน
แต่ฉันก็มองเห็นเขาจากด้านหลัง
 
มองสิ่งที่เขาได้ผ่าน
มองสิ่งที่เขาได้ทำ
มองผู้คนที่เขาได้พบเจอ
มองช่วงเวลาที่เขาหยุด...
ที่เขา...
…คิด...
 
มองการก้าวต่อ
แต่ละก้าวที่ย่างเดิน
มอง…
จากด้านหลัง
 
บางครั้งเขาเดินย้อนกลับ
ฉันหยุดรอ
เพื่อกลับไปยืนอยู่ด้านหลัง
 
ร่องรอยเดิม
อาจถูกเหยียบซ้ำ
แต่ร่องรอยใหม่ยังเกิดขึ้น
 
ฉันเรียนรู้เขา
จากร่องรอย
เส้นทาง
ที่เขาผ่าน
 
ทางเดินของฉัน
เป็นของฉัน
ทางเดินของเขา
เป็นของเขา
 
สุดท้าย
ฉันก็ยังมีความสุข
ที่มองเขาจากด้านหลัง
 
ถ้าฉันเดินนำหน้า
ฉันจะไม่เห็นเขา
 
ฉันไม่อยากเดินข้างๆ
เพราะบางครั้ง
นั่นทำให้ฉันมองไม่เห็นเขา
 
ฉันชอบมองเขาจากด้านหลัง
เพราะนั่น...
ทำให้ฉัน
มองเห็นเขา...ตลอดไป
 
 
 
 
- ข้าพเจ้า - 
12-01-2012
 
 
 
พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว :: tomorrow is too late 
 
 
ต้องขอเอารูปเดิมที่เคยทำไว้กลับมาอัพซ้ำอีกรอบ เนื่องจากชีวิตวุ่นวายในหน้าที่การงาน
ที่อาจไม่มีเวลานึถึงเรื่องอื่นใด แต่แค่เวลาเพียงครู่เดียวที่นึกถึงประโยคคลาสสิคประโยคนี้
ที่ท่าน อ.ศิลป์ เคยกล่าวไว้ มอบให้แก่ศิษย์
แม้เราจะไม่ได้เป็นศิษย์โดยตรง
แต่สิ่งที่ท่านพูด 
มันถูกส่งต่อมาจนถึงเรา
 
"พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว" 
 
ตอนนี้รู้สึกว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"  จริงๆ
 
เนื่องเมื่อวานนี้ เป็นวันไหว้ครู ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้อยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาจับใจ 
 
 
เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ด้วยหน้าที่การงานทำให้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์
ท่าน อ.ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศน์ศิลป์
แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการสัมภาษณ์ กลับไม่ใช่เรื่องราวของทัศนศิลป์เพียงอย่างเดียว
 
อ.ทวี ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเล่าเรื่องราวของท่าน อ.ศิลป์ 
ในขณะที่เป็น อาจารย์ ให้พวกเราทีมงานได้ฟัง 
การเล่าด้วยน้ำเสียงของศิษย์ทีรักอาจารย์ยิ่ง
 
ยิ่งกว่าสิ่งใด
 
ท่าน อ.ทวี เล่าให้ฟังว่า  เมื่อครั้ง อ.ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่นั้น
ท่านสนุกสนานและมีความสุขกับการสอนศิลปะมากมายนัก
และในวันนึง ท่านได้นำเอาผลงานประติมากรรมของท่านมาให้กับบรรดาศิษย์ได้ดู
ศิษย์ทุกคนล้วนชื่นชมในผลงานของท่าน 
 
ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ผลงานชิ้นนี้นั้น นักวิจารณ์ใน อิตาลี บ้านเกิดของท่าน
และเมืองแห่งศิลปะ ได้ชื่นชม และกล่าวยกย่องให้เป็นผลงานที่งาม
และอาจเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับศิลปินชั้นนำของโลกได้
 
ศิษย์ฟังเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจึงถามว่า
"แล้วทำไมท่านอาจารย์จึงมาเป็นครูเล่า"
 
ท่าน อ.ศิลป์ จึง กล่าวสั้นๆ เพียงว่า
 
"เป็นศิลปิน อาจสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ได้ มีผลงานศิลปะมากมาย
แต่การเป็นครู คือการสร้างศิลปินนับร้อย ๆ พันๆคน "
 
นี่คือ คำกล่าวของ ครูผู้ยิ่งใหญ่ สายศิลปะ ของเมืองไทย
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี
ผู้ที่กล่าวเสมอว่า ศาสนาของท่าน คือ "ศิลปะ" และ "ศิลปะ สอนให้คนเป็นคนดี"
 
 
ไม่ว่าระบบการศึกษาของเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
ผลที่ออกมาของการศึกษาจะเป็นอย่างไร
แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "อาชีพครู"
เป็นอาชีพที่สมควร คู่ควร และควรค่าแห่งการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง
แต่นั่นย่อมหมายถึงผู้ที่เป็นครู อย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน
 
เนื่องในช่วงเวลาของการไหว้ครู อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวไทย
และด้วยความเคารพในอาชีพนี้อย่างสัตย์สูง
 
ขอนอบน้อม เคารพ และบูชา เหล่าบิดามารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา 
ให้เป็นเราในทุกวันนี้
 
ขอขอบคุณในเมตตาที่ท่านมีและมอบให้  
ขอบคุณในความพยายามและอดทนสร้างศิษย์คนนี้ขึ้นมา
ขอบคุณในความไม่ย่อท้อต่อสิ่งรุมเร้าต่าง ๆ ในอาชีพ
ขอบคุณที่มอบความรักให้ศิษย์
ขอบคุณ ที่สอน ที่สั่ง
ขอบคุณที่หล่อเลี้ยงศิษย์มา ให้เป็นคนที่เป็นคน และ "คิด" เป็น 
 
รักเคารพและคิดถึง "ครู" ทุกคน
 
 
 

Just take it Slow

posted on 22 Apr 2011 20:30 by snicklez